by goldenboat in
Talk Of Story

ถ้าหากเราจะพูดถึงมิดฟิวด์ตัวรับผู้ที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง เราจะนึกถึงใครเป็นอันดับแรกในยุคนี้ แน่นอนว่าหลายๆคนคงนึกถึง
เอ็นโกโล ก็องเต้ ฟาบินโญ่ คาเซมิโร่ บุสเก็ต แฟร์นานดินโญ่

ถ้าหากจะพูดถึงมิดฟิวด์เชิงรับในยุคก่อนหน้านั้นหลายๆคนก็จะนึกถึงแต่ รอย คีน ชาบี อลองโซ่ ปาทริค วิเอร่า อันเดรีย ปิร์โล่ หรือ แม้แต่ กัมปิอาโซ่ แต่หลายๆคนคงลืมชื่อของ Claude Makelele(โคล้ด มาเกเลเล่) ว่า นักเตะคนนี้คือ สุดยอดมิดฟิวด์ตัวรับอย่างแท้จริง

แต่ถ้าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ฟุตบอล คงไม่มีใครไม่นึกถึงกองกลางชาวฝรั่งเศสนามว่า Claude Makelele ไปได้อย่างแน่นอน แม้หน้าจะไม่หล่อ พ่อจะไม่รวย แถมผิวสีอีก แต่ตัวเขานี่ล่ะคือ คีย์แมนที่ทำให้ เรอัล มาดริด ในยุค กาลาติกอส คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีคได้หลายสมัย รวมทั้งแชมป์ลาลีกาอีกด้วย

หากเด็กรุ่นใหม่ไม่ทันดูการเล่นระดับโลกของ Claude Makelele ว่าเนียนตาขนาดไหน ให้ลองนึกภาพของกองกลางตัวรับที่ยืนอยู่คนเดียว หน้าแผงกองหลังทั้ง 4 โดยที่ โคล้ด มาเกเลเล่ จะคอยปัดกวาดครึ่งสนามฝั่งตัวเอง เสียบสกัดแนวรุกฝั่งตรงข้ามครั้งแล้วครั้งเล่า ตัดบอลแล้วตัดบอลอีก ก่อนจะปล่อยบอลออกไปให้เพื่อนร่วมทีมแบบง่าย ๆ สไตล์การเล่นไม่หวือหวาแต่ทว่าแทบไม่เคยทำบอลเสียเลย

ในขณะที่ตัวรุกทุกคนต้องการบุก เพื่อเอาประตูให้ได้ แต่ โคล้ด มาเกเลเล่ ต้องคอยซ้อนอยู่ข้างหลัง เพื่อคอยป้องกันคู่แข่งสวนกลับเร็ว โดย เดล บอสเก้ โค้ชเรอัลมาดริดตอนนั้นระบุว่า บทบาทของ มาเกเลเล่ ก็คือ “กองหลังตัวแรก” ที่เอาไว้คอยเบรกเกมคู่แข่งก่อนที่จะถึงหน้ากรอบเขตโทษ

โคล้ด มาเกเลเล่ มีชื่อเต็มว่า โคล้ด มาเกเลเล่ แซ็งดา (Claude Makelele Sinda) เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 1973 สูง 170 เซนติเมตร เริ่มเล่นฟุตบอลให้กับทีมน็องต์ ในปี 1992-1997 ก่อนที่จะย้ายมา โอลิมปิค มาร์กเซย อยู่มากเซยได้ ปีเดียว ในปี 1998-2000 ย้ายมาแจ้งเกิดกับ เซลต้า บีโก้ โดยลงเล่น 70 นัดกับผลงาน 3 ประตู และไปเข้าตาแมวมองเรอัล มาดริด ยอดทีมแห่งสเปน ทำให้มาเกเลเล่ ได้ย้ายมาสวมเบอร์ 24 ให้ราชันชุดขาว ในยุค กาลาติกอส ของ เดล บอสเก้

มาเกเลเล่ อยู่กับ เรอัล มาดริด ได้ 3 ปี โดยฟอร์มของ Claude Makelele กับสีเสื้อราชันชุดขาวนั้นถือว่า โดดเด่นสุดๆในการทำหน้าที่ปัดกวาดในแผงกองกลาง แต่เขาไม่เคยได้รับคำชื่นชมจากสื่อที่ไหนเลย เพราะด้วยว่าเพื่อนร่วมทีมของเขาในตอนนั้นคือ หลุย ฟิโก้ ซีเนดีน ซีดาน โรนัลโด้ R9 ราอูล กอนซาเลซ

แน่นอนว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ สร้างกาลาติกอส โดยใช้เงินมากมายเพื่อยกระดับทีมเพื่อให้ทีม เรอัล มาดริด เล่นเกมรุกเต็มรูปแบบ จึงมองข้าม Claude Makelele ไม่ยอมต่อสัญญาไม่เพิ่มค่าเหนื่อยให้แบบซุปเปอร์สตาร์คนอื่นๆ ก็ถูกเปเรซ ปฏิเสธมาตลอด และ มองข้ามกันไปแบบไม่ใยดี ซึ่งในตอนนั้นเอง มาเกเลเล่ ก็ไม่ได้ต้องการย้ายทีมไปไหนเลย

เปเรซวิจารณ์ฟอร์มการเล่นของ โคล้ด มาเกเลเล่ อย่างหนักหน่วงว่า “เราจะไม่คิดถึง มาเกเลเล่ เทคนิคของเขาก็อยู่ในระดับปานกลาง เขาไม่มีความเร็ว และทักษะในการกระชากบอลผ่านคู่แข่ง ลูกส่งของเขา 90% ไม่จ่ายออกข้าง ก็จ่ายคืนหลัง เขาโหม่งบอลไม่ค่อยได้ และแทบไม่เคยจ่ายบอลไกลเกินกว่า 3 เมตร”จากนั้นก็ไปซื้อเดวิด เบ็คแฮม เข้ามาสู่ทีมแทน มาเกเลเล่

ซึ่ง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ให้เหตุผลที่ไม่ต่อสัญญากับ โคล้ด มาเกเลเล่ ไว้ว่าเรามีตัวแทนของเขาอยู่แล้ว ก็คือ กัมบิอัสโซ่ และทีมพึ่งได้ เดวิด เบ็คแฮม มาร่วมทีมด้วย ผลก็คือ มาเกเลเล่ต้องย้ายทีมไปแบบจำใจ เมื่อสโมสรไม่เห็นค่าเขาเลยทั้งที่ทำงานหนักมาตลอด

แม้จะเป็นส่วนเกินในสายตาของฟลอเรนติโน่ เปเรซ แต่ทว่ากับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของเชลซี ในเวลานั้นกลับมองเห็นคุณค่าในตัวของมาเกเลเล่เข้าแบบเต็มๆ โดยรานิเอรี่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตอน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรใหม่ๆ เขาถามผมว่าต้องการนักเตะคนไหน ผมเสนอชื่อนักเตะที่ต้องการไปคนแรกคือ โคล้ด มาเกเลเล่ เพราะว่าเขานั้นคือ ‘สถาปนิกแห่งกาลาคติกอส’ ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ นี่คือนักเตะที่เป็นกุญแจสำคัญตรงกลางสนาม เป็นคนที่เล่นเกมของตัวเองด้วยการหยุดคู่แข่ง และก็ค่อย ๆ สร้างเกมจากฝั่งตัวเองอย่างอัจฉริยะ”

หากคิดว่าคำพูดของรานิเอรี่ฟังดูเกินจริงไป สตีฟ แม็คมานามาน ก็เป็นอีกคนที่เป็นเพื่อนร่วมทีมของ มาเกเลเล่ ที่ออกโรงว่าเสียดายสุดชีวิตที่มาเกเลเล่ต้องย้ายออกจาก เรอัล มาดริด ในตอนนั้น

โดยออกมาพูดกับสื่อว่า “มาเกเลเล่ คือของขวัญสำหรับเกมฟุตบอล เขาคือคนที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เสมอต้นเสมอปลายในทุก ๆ นัด มาทุก ๆ ปี น่าเสียดายที่ทุกคนไม่เคยนึกถึงเขาเลย แต่ถ้าคุณไปถามนักเตะเรอัล มาดริดในตอนนั้นนะ ว่าใครคือนักเตะที่ดีที่สุด ทุกคนจะตอบแบบเดียวกันนั่นคือ โคล้ด มาเกเลเล่”

โดยเพื่อนร่วมทีมอย่าง ซีเนดีน ซีดาน สตาร์อันดับ 1 ของโลกในตอนนั้นออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการขาย โคล้ด มาเกเลเล่ ออกไปโดย ทิ้งวาทะเด็ดที่ทำให้คนทั้งโลกจดจำ ไว้ว่า “ถ้าคุณมีรถเบนท์ลีย์ราคาแพงอยู่แล้ว คุณจะไปซื้อทองคำมาตกแต่งเพิ่ม ให้มันดูแพงขึ้นอีกทำไม คือหรูหรามากแค่ไหนจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากคุณเสียเครื่องยนต์ขับเคลื่อนไปทั้งเครื่อง”

แต่เปเรซก็เหมือนไม่เห็นค่าอยู่ดี เขาออกมาพูดต่อเหมือนเป็นชัยชนะของธุรกิจว่า
“เป็นการขายนักเตะที่คุ้มค่าที่สุด ราคา 16 ล้านปอนด์กับนักเตะที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากเกมรับอย่างเดียว นี่คือ ธุรกิจที่ดี” ทำให้มาเกเลเล่ย้ายมาอยู่กับเชลซีด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ และคนที่ซื้อเขาเข้ามาคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่เห็นความสำคัญของเขา

นั่นทำให้ กลายเป็นจุดจบของกาลาคติกอสอย่างเป็นทางการ เรอัล มาดริด วืดแชมป์ทุกรายการ 3 ปีซ้อน ปัญหาคือเรอัล มาดริด เมื่อขายมาเกเลเล่ไปแล้ว คราวนี้ก็มีแต่สตาร์สายเกมรุกเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครที่คอยทำหน้าที่ปัดกวาด ทำงานหนัก เหนื่อย และเล่นเกมรับให้กับทีม และหลังสิ้นสุดซีซั่น 2005-2006 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ถึงกับต้องประกาศลาออกเพื่อขอรับผิดชอบกับความล้มเหลวขนาดนี้

การเสียมาเกเลเล่ไปคือจุดล่มสลายของกาลาคติกอส และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของเชลซีในเวลาเดียวกัน เมื่อชายที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ที่สแตร์มฟอร์ด บริด โดยที่มี มาเกเลเล่ เป็นแกนกลาง

มาเกเลเล่ อาจไม่ได้เป็นสตาร์ที่มีความโดดเด่นในสนามเหมือนคนอื่น ๆ แต่การมีอยู่ของเขาคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สตาร์คนอื่นๆส่องแสงเปล่งประกาย เราจะรู้ถึงความสำคัญของสิ่งที่มีอยู่ในมือ ก็ในวันที่เราสูญเสียมันไปแล้ว อย่างที่กาลาคติกอส ของ เปเรซ ได้ค้นว่าการผลักไส มาเกเลเล่ ออกจากทีม คือความผิดพลาดอย่างมหันต์

“นักเตะธรรมดาที่ไม่มีออร่าของซูเปอร์สตาร์เหมือนคนอื่นอย่าง มาเกเลเล่ กลับทิ้งช่องโหว่รูใหญ่ไว้ให้ตรงกลางสนาม
รูโหว่ที่หาคนมาปกปิดได้ยากเพราะมันคือรูโหว่ที่ชื่อว่า Claude Makelele”

Share Post:

Related Posts

No Comments

Leave a Reply