by goldenboat in
Talk Of Story

เดวิด เบ็คแฮม ดาวค้างฟ้าของวงการลูกหนัง ผู้ที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะท้านไปทั่วโลก หลังจากที่เขาประเดิมลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1992 และก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่แบบเต็มตัวในฤดูกาล 1995-96

จากนั้นติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน ปี 1996 ทำให้เขาเริ่มโด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยจุดเด่นของเขาไม่ได้มีเพียงแค่หน้าตาอันหล่อเหลาเท่านั้น เขายังมีฟรีคิกที่เฉียบคมราวกับใบมีดโกนรวมถึงลูกเปิดโค้งๆสุดแม่นยำเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย

หลังจากที่เมือวานเราพูดถึงเรื่องราวของเบ็คแฮม จากตัวร้าย สู่ ซุปเปอร์ฮีโร่ของประเทศโดยยิงฟรีคิก สังหารกรีซไปลุยศึกฟุตบอลโลกฉบับเอเซีย และถูกบราซิล เขี่ยตกรอบ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขากลับมามีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งในสนามและนอกสนาม

ในฤดูกาล 2002/2003 เบ็คแฮมมีอาการบาดเจ็บและเริ่มเสียตำแหน่งตัวจริง เขาก็เริ่มมีปัญหากับผู้จัดการทีมอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งมองว่า ชีวิตส่วนตัวของเบ็คแฮม ที่กำลังคบหาดูใจกับ วิคตอเรีย อดีตเกิร์ลกรุ๊ปชื่อก้องแดนผู้ดี

ส่งผลให้เขาโฟกัสเรื่องนอกสนามมากเกินไป จนเป็นเหตุให้เขากับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือปีศาจแดงในขณะนั้น เริ่มมีปัญหากัน เพราะป๋าเฟอร์กี้ ต้องการให้เบ็คแฮม มีสมาธิแค่ในสนามเท่านั้น

และฟางเส้นสุดท้ายระหว่างความสัมพันธ์ของเขากับเฟอร์กี้ ก็มาถึง ในเกมเอฟเอ คัพ ที่พบกับอาร์เซนอล เมื่อปี 2003 เฟอร์กี้ โมโหลูกทีมอย่างมากที่เล่นได้ไม่ดีจนแพ้คาบ้าน เขาระเบิดอารมณ์ด้วยการเตะสตั๊ดลอยไปโดน เหนือหัวคิ้วของ เบ็คแฮม จนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการย้ายทีมของดาวเตะในตำนานแห่งปีศาจแดง หลังสิ้นสุดฤดูกาลลง

เป็นที่รู้กันดีว่า เบ็คแฮม เติบโตมาจากแมน ยูไนเต็ด ตั้งแต่เด็ก เขารักสโมสรมากและตั้งใจที่จะแขวนสตั๊ดกับทีม แต่ก็ต้องบอกลาทีมที่ตัวเองรัก”

นับรวมแล้ว เบ็คแฮม ได้ลงสนามกับให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปทั้งหมด 394 นัด กับผลงาน 85 ประตู จบตำนานนักเตะหมายเลข 7 ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่นั้นมา

เดวิด เบ็คแฮม ย้ายมายังทีม รีล มาดริด ด้วยค่าตัวประมาณ 35 ล้านยูโร ซึ่งขัดกับทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องการขายเบ็คแฮม ให้กับสโมสรฟุตบอล บาร์เซโลนา ทว่า รีล มาดริด กลับชิงตัว เบ็คแฮม ไปได้ พร้อมการเซ็นสัญญา 4 ปี และสวมเสื้อหมายเลข 23

เบ็คแฮม เป็นหนึ่งในซุเปอร์สตาร์ที่ถูกราชันชุดขาว ซื้อเข้ามาเพื่อผนึกกำลังร่วมกับโรนัลโด้ เพชรฆาตรจอมถล่มประตูทีมชาติบราซิล เซเนอดีน ซีดาน เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติฝรั่งเศส, หลุยส์ ฟิโก้ ปีกจอมลากเรื่อยชาวโปรตุเกส โรแบร์โต้ คาร์ลอส แบ็คซ้ายตีนระเบิด และราอูล กอนซาเลส เจ้าชายลูกหนังของทัพโลส บลังโกส

ซึ่งการมาของเขาถือเป็นการสร้างทีมภายใต้โปรเจ็คต์กาลาคติกอส ที่ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรมาดริด ต้องการรวมดาราโลกเพื่อไล่ล่าความสำเร็จ ซึ่งดูแล้วคงเป็นเรื่องที่ไม่น่ายากเย็นสำหรับเบ็คแฮม ในการประสบความสำเร็จกับการค้าแข้งในแผ่นดินสเปน 

แต่กลับกลายเป็นว่า 3 ฤดูกาลแรกของเขากับมาดริด ไม่มีแชมป์ติดมือแม้แต่รายการเดียว เพราะกุนซือแต่ละคนที่ถูกเปลี่ยนบ่อยเป็นว่าเล่นในขณะนั้น ไม่สามารถหล่อหลอมให้เหล่าซุปตาร์เล่นร่วมกันได้

จนกระทั่ง ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือชาวอิตาลี เข้ามาคุมทีม เขาจัดการดร็อปเบ็คแฮม บ่อยครั้งขึ้น เพราะมองว่าอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษรายนี้โฟกัสกับเรื่องนอกสนามมากไป ละในวันที่ 11 มกราคม 2007 เขาได้ตกลงไปย้ายไปร่วมทีมแอลเอ แกแล็กซี่ ทีมดังในเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ ในสหรัฐ อเมริกา ในฤดูกาลหน้า

จึงทำให้คาเปลโล่ ประกาศตัดเบคแฮมออกจากทีม และไม่ให้ลงเล่นอีกต่อไป อย่างไรก็ตามเบ็คแฮม ยังแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการอดทนฝึกซ้อมต่อไป จนกระทั่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทีมราชัน ฟอร์มบู่เป็นอย่างมาก มีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ให้ส่งเดวิด เบ็คแฮม ลงมาเปิดเกมส์ทางกราบขวาเหมือนเป็นปกติ

จนในที่สุด เบคแฮมก็ได้กลับมาลงเล่นอีกจนได้ เขาไม่ทำให้ผิดหวัง เขาเล่นได้ดีมีส่วนสำคัญในการพาทีมกลับมาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมและผงาดคว้าแชมป์ลา ลีกา ได้อีกครั้ง ในฤดูกาล 2006-2007 ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์แรกและแชมป์สุดท้ายของเขากับเรอัล มาดริด

ซึ่งหลังจากคว้าแชมป์ได้ คาเปลโล่ ให้สัมภาษณ์เลยว่า “ผมเสียใจจริงๆที่เราไม่ยื่นสัญญาในระยะเวลาอย่างที่เขาต้องการ”

โดยคาเปลโล่ เสนอสัญญาให้เบ็คแฮมต่อแค่ 2 ปี แต่เจ้าตัวต้องการสัญญาระยะยาวกว่านั้น ซึ่งไม่มีผลตอบรับใดๆกลับมาจากสโมสร จึงทำให้เขาตอบตกลงย้ายไปร่วมทีม แอลเอ แกแล็คซี่

เบ็คแฮม ค้าแข้งในแดนลุงแซม ถึง 6 ปีด้วยกัน ตั้งแต่ปี 2007-2012 โดยถูกเอซี มิลาน ทีมใหญ่แห่งศึกกัลโช เซเรีย อา ยืมตัวไปใช้งานในระยะสั้นๆ ถึงสองครั้งด้วยกันในปี 2009 และปี 2010 เขาคว้าแชมป์ เมเจอร์ลีก คัพ กับแอลเอ ได้ 2 สมัย

ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อต้นปี 2013 และปิดฉากชีวิตการค้าแข้งกับยอดทีมแดนน้ำหอมหลังจบฤดูกาลนั่นทันที พร้อมคว้าแชมป์ลีกเอิง ส่งท้ายอาชีพการเป็นนักเตะ

เกียรติประวัติทำเนียบแชมป์
-Premier League: 1995–96, 1996–97, 1998–99, 1999–00, 2000–01, 2002–03
-FA Cup: 1996, 1999
-UEFA Champions League: 1998-99
-Intercontinental Cup: 1999
-Community Shield: 1993 1994 1996 1997
-FA Youth Cup: 1992
-La Liga: 2006–07
-Supercopa : 2003

รางวัลส่วนตัว
-PFA Young Player of the Year: 1996/97
-Sir Matt Busby Player of the Year: 1996/97
-1998 FIFA World Cup Team of the Tournament
-UEFA Club Player of the Year: 1999
-BBC Sports Personality of the Year: 2001
-FIFA 100
-ESPY Award
-Best Male Soccer Player: 2004
-Best MLS Player: 2008
-English Football Hall of Fame: 2008

จากประวัติความเป็นมาของเบ็คแฮมจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เทพบุตรลูกหนัง รายนี้ถือเป็นไอดอลของใครหลายๆ คน และยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนบอลแมนยูฯ ในยุค 90 หรือแฟนบอลทีมอื่นๆ ก็ชื่นชมในตัวเบ็คแฮมเช่นกัน เพราะฝีเท้าที่ยากจะหาใครเทียบเคียงได้

ลูกครอสอันเป็นเอกลักษณ์ที่แม่นยำ ลูกเซ็ตพรีสที่เฉียบคม หรือลูกปั้นฟรีคิดที่หวังผลได้ รวมถึงยังเป็นนักเตะที่มีวินัยดีเยี่ยม ขยันซ้อมสุดๆ มีภาวะผู้นำทั้งในและนอกสนาม หน้าตาและบุคคลิกที่หล่อเหลา เค้าจึงถือเป็นความภาคภูมิใจของเหล่า เร้ด อาร์มี่ ทั่วโลกและชาวอังกฤษ อย่างแท้จริง

แม้ว่า เบ็คแฮม จะแขวนสตั๊ดไปหลายปีแล้ว แต่เขายังคงเป็นตำนานที่แฟนๆลูกหนังไม่มีวันลืมเพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าเขาคือผู้ชายที่ทำให้ใครหลายๆคนได้รู้จักกับคำว่า”ฟุตบอล

กลุ่มข่าวสารฟุตบอล : https://bit.ly/2NouPxE

สามารถติดตาม Talk of story เรื่องอื่นๆได้ที่ >> คลิ๊ก <<

Share Post:

Related Posts

No Comments

Leave a Reply