by goldenboat in
Talk Of Story

เดวิด เบ็คแฮม หรือ เดวิด โรเบิร์ต โจเซฟ เบ็คแฮม เค้าคนนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โด่งดังไม่แพ้ เปเล่ ไข่มุกแห่งบราซิล หรือ ดีเอโก้ มาราโดนา แห่งอาร์เจนติน่า

มีชื่อเสียงดังกว่าซุปเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลีโอเนล เมสซี่ เพิ่งแขวนสตั๊ดไปไม่นานด้วยวัย 38 ปี จนทุกวันนี้ความโด่งดังของเค้าก็ไม่ได้ลดลง และยังคงเป็นซุปเปอร์สตาร์อยู่เสมอ

ก่อนที่ เดวิด เบ็คแฮม จะโด่งดังเป็นพลุแตกขนาดนี้ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ฝึกซ้อมขนาดไหน วันนี้ Talk of story จะพาไปติดตามเรื่องราวของชายที่ ชื่อว่า David Beckham ตำนานนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษกันเลย

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 1975 ในเมืองเลย์ตันสโตน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ครอบครัวชนชั้นกลางเล็กๆ ได้ถือกำเนิดเด็กชายที่ชื่อว่า เดวิด โรเบิร์ต โจเซฟ เบ็คแฮม (David Robert Joseph Beckham) เด็กชาย เบ็คแฮม เติบโตขึ้นพร้อมกับครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นแฟนของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ

เด็กชายเบ็คแฮมในวัยเด็กหัดเดิน เบ็คแฮมผู้พ่อได้ถักถุงเท้ามาเป็นลูกฟุตบอลเพื่อให้เขาลองเตะ และนั่นเองกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเป็น นักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก
เพราะต่อมาเบ็คแฮม ในวัย 4 ขวบ เขาเริ่มฝึกฝนเทคนิค ด้วยตนเองหลายชั่วโมง ต่อสัปดาห์ในสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน จากความชอบส่วนตัว จนกลายมาเป็นความฝันในอนาคตของเด็กชายตัวเล็กๆ  ในตอนนั้น

“เมื่อเริ่มเข้าโรงเรียน ไม่ว่าครั้งใดก็ตามที่คุณครูถามถึงอนาคตว่าเมื่อโตขึ้น ต้องการจะเป็นอะไร”

เบ็คแฮมในวัยเด็ก จะตอบเสมอว่าเป็น “นักฟุตบอล”แม้คุณครูของเขาจะถามซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาก็จะตอบแบบเดิม เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขา “ต้องเป็นให้ได้

พ่อของเขาให้การสนับสนุนลูกชายคนเดียวในครอบครัวอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อเขาอายุได้ 7 ปี พ่อและแม่ของเขาจึงส่งเขาให้กับโครงการฝึกอบรมเยาวชนของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อที่จะได้เรียนรู้และฝึกซ้อมทางด้านฟุตบอลอย่างเต็มที่

เพื่อเพิ่มทักษะต่างๆ ให้กับตัวเขาเอง และเขาก็ต้องการแบบนั้น ครอบครัวของเบ็คแฮม ยังขับรถเกือบ 200 ไมล์ ทุกสัปดาห์เพื่อมาชมการฝึกซ้อมของเขาด้วย

ซึ่งตอนที่ เบ็คแฮม อายุ 11 ขวบ เขาได้รับรางวัลจากโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอล บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ให้ไปฝึกซ้อมกับบาร์เซโลนา และที่นั่นเองที่เขาโชว์ฟอร์มเข้าตาแมวมองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เดวิด เบคแฮม ได้เข้าร่วมกับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 ด้วยความสามารถพิเศษที่ตัวเขามีจึงสามารถพาทีมคว้าแชมป์ในการแข่งขัน เอฟเอ คัพรุ่นเยาวชน ในเดือน พฤษภาคม ค.ศ 1992 ด้วยความสามารถของตัวเขาจึงมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ลีค คัฟ ครั้งแรก ในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ.1992 และในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1993 เดวิด เบคแฮม ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ในการแข่งขันฟุตบอล ในฤดูกาล 1994-1995 เพรสตันนอร์ทเอนด์ ได้ทำสัญญายืมตัว เดวิด เบคแฮม ไปเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรก ถือว่าเกินคาดเพราะเค้าได้ทำประตูในการแข่งขันครั้งนั้น ด้วยการเตะมุม แต่ลูกบอลเข้าประตูไปได้อย่างสวยงาม ทำให้ชื่อของเขาโด่งดังอย่างมากในยุคนั้น

หลังกลับมาจากยืมตัวที่เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ให้เบ็คแฮม และผองเพื่อน คลาสอ็อฟ 92 ได้ลงเล่นเป็นตัวหลักกับแมนฯยูไนเต็ดและสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตบรางวัลให้อย่างงาม

ชื่อเสียงของเบ็คแฮม เริ่มโด่งดังมากขึ้น ในเดือนสิงหาคม ปี 1996 เมื่อครั้งที่เขาสามารถ ทำประตูได้จากครึ่งสนาม! ในนัดที่พบกับ วิมเบิลดัน ทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นที่รู้จักและถูกทั้งโลกจับตามอง มากยิ่งขึ้น แถมด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อและเท่ห์ จนกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลทั่วโลก ในยุคนั้น ต่อมา ในปีเดียวกัน เมื่อเดือนกันยายน เขาก็ได้ติดธงทีมชาติอังกฤษ เป็นครั้งแรก และยังได้รับตำแหน่ง นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำเดือน สิงหาคม ปี 1996 ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แถมด้วยตำแหน่งนักฟุตบอล ดาวรุ่งยอดเยี่ยม ของ พีเอฟเอ PFA ในปี 1996-97 อีกด้วย

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ เบ็คแฮม ก็คือฟุตบอลโลก ฟร้องค์ 98 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสอง นัดที่เป็นที่จดจำของเบ็คแฮมและแฟนบอลตลอดไป คือเกมส์ที่พบกับทีมชาติอาร์เจนติน่า ซึ่งเบ็คแฮมได้ทำฟาล์วนอกเกมกับ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ นักเตะทีมชาติอาร์เจนตินา จึงทำให้เขาโดนใบแดง

ผลคือเสมอกันในเกม และ อังกฤษ เป็นฝ่ายกระเด็นตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้เบ็คแฮม กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนทั้งประเทศ นับเป็นช่วงที่ยากลำบากของเค้าเลยทีเดียว แต่ทว่า เบ็คแฮม ก็สามารถลุกขึ้นสู้กับเสียงก่นด่าวันนั้นมาได้

จนเมื่อ ปี 1998-1999 สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติกาล โดยการคว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ซึ่งคว้าแชมป์ในรายการสำคัญได้ทั้ง 3 รายการ คือ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัฟ และ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก โดยที่เบ็คแฮมนั้น มีส่วนร่วมอย่างมากในการทำประตูในการแข่งขันนัดสำคัญ และผลงานอันโดดเด่นในปีนั้น กลายเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลให้อภัยในความผิดพลาดในฟุตบอลโลกครั้งก่อน

ในปี 2002 นั่นเอง จากผู้ร้ายกลายเป็นฮีโร่ของคนทั้งประเทศ สำหรับ เดวิด เบ็คแฮม

เพราะในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย อังกฤษ เปิดบ้าน เจอทีมชาติ กรีซ ซึ่งทีมชาติอังกฤษขอแค่ผลเสมอก็จะได้ตั๋วไปลุย ฟุตบอลโลก แต่เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บกลับกลายเป็นกรีซ ที่นำอยู่ 2 ประตู ต่อ 1 และทีมชาติอังกฤษกำลังจะตกรอบ

เวลาเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 ซึ่งเป็นการทดเจ็บนาทีสุดท้าย อังกฤษมาได้ลูกฟรีคิกระยะประมาณ 25 หลา และเป็น เบ็คแฮม ปั่นด้วยขวาเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ชนิดที่ อันโตนิส นิโคโปลิดิส ผู้รักษาประตูของ กรีซ ทำได้แค่เซฟด้วยสายตา และเป็นประตูที่ช่วยให้ อังกฤษ เข้ารอบสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จ


ผมต้องเตะฟรีคิกมาเป็นแสนครั้ง หรือบางทีอาจจะเป็นล้านๆ ครั้ง เพื่อสักวันหนึ่งผมจะเอามันมาใช้เป็นอาวุธคู่กายของผมในสนาม

และเรื่องราวของ นักฟุตบอลของเบ็คแฮม ยังไม่จบแค่นี้ สามารถติดตามเรื่องราวของ เส้นทางเทพบุตรลูกหนัง ก่อนจะมาเป็น เดวิด เบ็คแฮม ไอดอลของเด็กยุค 90 ตอนจบ ได้ที่ Talk of story ในวันพรุ่งนี้

กลุ่มข่าวสารฟุตบอล : https://bit.ly/2NouPxE

สามารถติดตาม Talk of story เรื่องอื่นๆได้ที่ >> คลิ๊ก <<

Share Post:

Related Posts

No Comments

Leave a Reply